News in Asia

แนวทางในการดูแลการให้อาหารทางสายยาง

แนวทางในการดูแลการให้อาหารทางสายยาง เนื่องจากตอนนี้มีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องให้อาหารทางสายยาง หลังให้อาหารระยะหนึ่งผู้ป่วยมีอาการผอมลงมีภาวะขาดความสมดุลของสารน้ำ จึงได้ซักถามและตรวจสอบถึงขั้นตอนในการทำอาหารเหลว พบว่าขั้นตอนในการทำยังไม่ถูกต้อง เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร

การดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายให้อาหารทางจมูก

1. ตำแหน่งของสาย
– ไม่ให้สายเลื่อนหลุดหรือผู้ป่วยดึงออกเอง อาจพิจารณาใช้เครื่องผูกยึดเฉพาะในรายที่จำเป็น เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ดิ้น
ไปมา
– ไม่ให้สายเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งไปจากเดิม เพราะจะทำให้สำลักน้ำในทางเดินอาหารเข้าหลอดลมได้ง่าย เกิดปอดอักเสบหรือ
เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ อันตรายถึงตายได้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการไอหรือจามบ่อยๆ ควรตรวจสอบตำแหน่งสายใหม่ทันที
– ให้ผู้ป่วยมีอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายได้พอสมควร ตามความสามารถที่มีอยู่ในขณะนั้น
– ระวังการที่สายกดทับกับส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนัง
2. ความสะอาด ดูแลความสะอาดของปากและฟันผู้ป่วยเป็นประจำ ให้บ้วนปาก แปรงฟัน ดูแลความ สะอาดของรูจมูกที่อาจมีน้ำมูกหรือสะเก็ดแห้งกรังของน้ำมูก รวมทั้งความสะอาดของพลาสเตอร์ เมื่อสายสกปรกควรเปลี่ยนใหม่ อาจเปลี่ยนได้ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันอันตรายจากการใส่สายไว้เป็นเวลานาน คือ แผลที่รูจมูก ไซนัสอักเสบ หลอดอาหารอักเสบ และการติดเชื้อในทางเดินหายใจและปอด
3. ความสุขสบายของผู้ป่วย นอกเหนือจากโรคที่เป็น ผู้ป่วยมักรู้สึกเครียดจากการมีสายคาอยู่ ความไม่สุขสบายในการเคลื่อนไหวอิริยาบถ การเจ็บที่รูจมูกและคอ ปากแห้ง คอแห้งและกระหายน้ำ ให้บ้วนปากบ่อยๆ ทาริมฝีปากด้วยครีมหล่อลื่น อาจให้อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือจิบน้ำได้ถ้าไม่มีข้อห้าม

อาหารและวิธีการให้อาหารผ่านสายยางหรือท่อให้อาหาร

1. ให้อาหารได้ทุกประเภท ถ้าไม่มีข้อจำกัดจากโรคบางโรค เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคผิวหนัง เป็นต้น
2. อาหารต้องเป็นอาหารเหลว หรืออาหารปั่น
3. ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ถูกหลักอนามัย ปรุงสุกและสด
4. ควรเติมเกลือป่นเล็กน้อยในแต่ละมื้อ เพื่อเพิ่มเกลือแร่
5. ปริมาณอาหารแต่ละครั้งต้องไม่มากเกินไป ถ้ามากเกินไปอาหารจะล้นออกมาทางสายยาง หรือท่อให้อาหาร หรืออาจทำให้ผู้ป่วยแน่นท้อง อึดอัด สำลักได้ ดังนั้น จึงควรสังเกต และปรับให้พอเหมาะพอควร
6. ในขณะให้อาหาร ผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่ง หรือถ้านั่งไม่ได้ ควรเป็นท่านอนเอนตัว ไม่ใช่นอนราบ เพื่อช่วยให้อาหารไหลลงกระเพาะอาหารได้สะดวกขึ้น และไม่สำลัก
7. ควรให้อาหารช้า ๆ ที่ละน้อยจนกว่าจะหมด ประมาณ 15-30 นาที
8. ถ้าระหว่างให้อาหารมีการติดตัน อย่าพยายามดัน เพราะอาจจะทำให้สายยาง หรือท่อให้อาหารแตกและเป็น อันตรายได้ ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล
9. ให้สังเกตว่า สายยางหรือท่อให้อาหารตัน แตก ฉีกเปื่อย หรือเปล่า ถ้าตัน อาหารจะไหลไม่สะดวก หรือมีการติด ไหลไม่ลง และอาหารอาจไหลย้อนกลับ ถ้าแตก ฉีก เปื่อย จะมีน้ำหรือเศษอาหารซึมออกมา หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวเกิดขึ้น ให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที
10. หลังจากให้อาหารเสร็จทุกครั้ง ควรใส่น้ำสะอาดตามลงไปเล็กน้อย เพื่อทำความสะอาดสายยาง หรือท่อให้อาหาร ไม่ให้เศษอาหารติดค้างอันเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคได้
11. หลังให้อาหารเสร็จแล้ว ควรปิดปากสายยางหรือท่อให้อาหารให้สนิท เพื่อกันอาหารหรือน้ำย่อยไม่ให้ไหลย้อนกลับ
12. หลังการให้อาหาร ควรให้ผู้ป่วยนั่งลงสักพัก หรือลุกเดินช้า ๆ เพื่อให้อาหารผ่านจากกระเพาะเข้าลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่ควรนอนทันที เพราะอาจทำให้อาหารไหลย้อนกลับได้ และเพื่อช่วยลดอาการอืดแน่นท้อง
13. ถ้าให้อาการแล้วมีอาการไอหรือสำลักเสมอ ต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที เพื่อหาสาเหตุการไอหรือสำลัก เพราะอาจทำให้อาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในปอด ทำให้ปอดอักเสบได้
14. ถ้าผู้ป่วยหิวในระหว่างมื้อ สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มเติมได้ ถ้ายังรับประทานทางปากได้ก็อาจให้ทางปากร่วมด้วยได้